หลังจากผ่านการเดินทางอันสุดจะเมื่อยมาแล้ว เราก็ไว้เวลา สะบายดีหลวงพระบาง กันสักที เหอๆๆ ทีแรกคิดว่าจะต้องหลับกันเป็นตายแน่ แต่ที่ไหนได้ก็สามารถตื่นตอน ๗ โมงเช้ากันได้ ไม่ทันตักบาตร แต่เดี๋ยวมาพรุ่งนี้เช้าก็ได้

 

     หลังจากอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเราก็ไปยังจุดหมายแรกก่อนเลย(อันที่จริงก็ไม่มีหรอกแต่เห็นคนเยอะดีเลยไป)นั้นก็คือ ตลาดเช้า 

     โชคดีที่พักของเราอยู่กลางๆเมืองพอดี ไปไหนมาไหนก็เลยใกล้ไปหมด เราก็เริ่มออกจากที่พักและเดินไปทางซ้ายมือ ก็จะพบทางขึ้นพระธาตุพูสี ซึ่งเดี๋ยวเย็นๆเราจะขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกกัน จากนั้นก็เดินไปเรื่อยๆ ก็จะผ่าน พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง ซึ่งด้านในก็จะมีพิพิธภัณฑ์ หอพระบาง แล้วก็โรงละคร แต่เดี๋ยวค่อยเข้าไปดูแล้วกัน ขอไปตลาดเช้าก่อน

 

     พอถึงตลาดเช้าบรรยากาศก็เริ่มคึกคัก ผู้คนซื้อของกันมากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่นั้นแหละ เพราะตลาดเช้าเป็นตลาดที่ขายของสด เช่น ปลา เนื้อหมู ผัก กล้วย ฯลฯ และวันที่ไปก็เห็นเค้าเอาตัวตุ่น มาขายด้วย ตัวใหญ่เชียว ขาวจั๋ว แต่หน้าเจี๋ยหรือป่าวไม่รู้ เหอๆๆ 

     เดินไปสักพักก็หาขนมกิน เพราะจะให้หาข้าวกินเลยก็คงไม่ไหว เพราะยังมีอาการมึนๆจากการนั่งรถค้างอยู่ในหัว ขอเดินให้หายก่อนแล้วกัน ขนมก็คล้ายๆกับบ้านเรา แต่ขนมของเค้ามะพร้าวก็จะได้กลิ่นมะพร้าวแรงมากๆ แต่ก็อร่อยดี 

     หลังจากเดินตลาดเช้าหมดเราก็เดินมาถึงถนนที่เลียบแม่น้ำโขงอยู่ ก็บรรยากาศริมโขงก็จะมีเรือมาจอดตรงท่าเรือเยอะทีเดียวเพราะสันนิฐานว่า ผู้คนจะข้ามฝั่งไปอีกฝังหนึ่ง หรือคนจากฝังนั้นจะข้ามมาฝั่งนี้ เพื่อทำการค้ากันนั้นเอง 

 

     พอเดินเลียบโขงไปเรื่อยๆ เราก็เข้าสู่วัดที่เค้าว่ากันว่า เป็น "อัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมสกุลช่างล้านช้าง" นั้นก็คือวัดเชียงทองนั้นเอง เสียค่าเข้าชมคนละ ๑๐,๐๐๐ กีป (ถ้าจำไม่ผิดนะ)หรือประมาณ ๔๐ บาท

ชมบรรยากาศภายนอกกันก่อนเลย
ด้านหน้า

 
ด้านหลัง

ด้านในมีพระบางอยู่ด้วย แต่เป็นองค์จำลองนะองค์จริงอยู่ในพิพิธฯ

วิหาร(หรือเค้าเรียกอย่างอื่นก็ไม่ทราบ)นี้อยู่ข้างๆกัน

     แต่ถามเค้าแล้วว่า ซื้อแล้วเข้าได้อีกหรือป่าว เค้าบอกว่าซื้อแล้วจะเข้าอีกก็ใช้บัตรเดิมได้ เพราะฉะนั้นถ้าไปกันหลายคนก็ผลัดกันไปเที่ยวแล้วกันนะ เพราะเราก็ให้ตั๋วกับพี่คนไทยคนนึงไปเหมือนกัน เพราะเราคิดว่าค่าเข้ามันแพงอะ ก็ไทยช่วยไทยแล้วกันแนอะ เหอๆๆ ป้าขายตั๋วรู้คงเคืองน่าดู

     หลังออกจากวัดเชียงทองเราก็ร่อนกันไปทั่วหลวงพระบาง โดยทีแรกเราก็คิดว่าจะไปเช่ารถจักรยานมาปั่นให้ทั่วซะหน่อยแต่เค้าบอกว่าห้ามซ้อนท้าย เดี๋ยวมันจะหัก ไอ้เราก็คิดจะหักได้ยังไงฟระ สุดท้ายเราก็เลยไม่เอา เดินเอาก็ได้ ประหยัดด้วย เหอๆๆๆ

     เดินไปเดินมาชักหิว เลยไปหาอะไรกินกัน สรุปสุดท้ายก็มาลงตัวที่เพิงข้างทาง กินเฝอตามเคย มันก็คล้ายๆก๋วยเตี๋ยวบ้านเราอะนะ แต่ว่ามีน้ำหลายแบบ แล้วก็มีเส้นหลายแบบด้วย เค้าจะเสริฟมาพร้อมกับผักแล้วบนโต๊ะก็จะมี เครื่องปรุงให้ด้วย เวลาปรุงก็ระวังด้วยนะ เพราะในพวงเครื่องปรุงมันจะมีผงชูรสอยู่ด้วย คล้ายๆน้ำตาลเลย ก่อนใส่ก็ระวังให้ดี เหอๆๆ แล้วอีกอย่างที่มีก็คือ กะปิ ทีแรกคิดว่าเค้าเอาไว้ให้ผสมในเฝอเลย แต่ไม่ใช่นะ เค้าเอาไว้จิ้มกับถั่วฝักยาวกินสดๆเลย (เห็นคนลาวเค้ากินกันแบบนั้นนะ)

      กินอิ่มแล้วก็เดินไปทั่ว จนเย็นเราก็ได้เวลาขึ้นพระธาตุพูสีไปดูพระอาทิตย์ตกกันแล้ว

 

 

      ทางขึ้นพระธาตุก็ไม่ได้สูงมากนักหรอก เดินๆหยุดๆ เดี๋ยวก็ถึงเอง แต่ก็เสียค่าขึ้นอีกตามเคย วันนั้นแดดไม่ออกเลยตั้งแต่เช้า จนถึงบ่าย๔ ก็เริ่มเห็นพระอาทิตย์ ก็ถือว่าเราโชคดีที่มาแล้วเจอแดดตอนเย็น เหอๆๆ เพราะกลางวันเดินเที่ยวก็ไม่ร้อน พอเย็นๆก็ได้ดูพระอาทิตย์ตกพอดี

ภาพแรกเป็นฝั่งที่เป็นเมืองๆหน่อย แม่น้ำที่เห็นเป็นแม่น้ำคาน

 

 

ส่วนภาพนี้เป็นฝั่งที่ติดกับริมโขง แม่น้ำที่เห็นก็คือ แม่น้ำโขงนั้นเอง

 

 

และนี้ก็คือ พระธาตุพูสี

 

 

พระอาทิตย์เริ่มตกแล้ว ตกลงหลังเขา หน้าเขาก็เป็นแม่น้ำโขงซะด้วย


      พระอาทิตย์ตกแล้ว แต่เราก็ยังไม่หมดโปรแกรมทัว เหอๆๆ พอลงมาจากพระธาตุพูสีก็จะเจอพ่อค้าแม่ค้ามากางเต้นขายของที่เค้าเรียกว่าตลาดมืดนั้นเอง เราก็เลยกลับไปอาบน้ำแต่งตัวซะใหม่ก่อนจากนั้นค่อยออกมาเดิน หาของกินและซื้อของฝากกันต่อ

 

 

      พออาน้ำแต่งตัวใหม่เสร็จก็ออกมาเดินตลาดมืดเลย ร้านขายเยอะมาก แต่ของก็ซ้ำๆกัน และที่สำคัญเวลาซื้ออย่าลืมต่อรองราคาด้วยละ๕๕๕ แล้วก็จบไปอีกวัน พรุ่งนี้เช้าจะต้องตื่นมาแต่เช้า เพื่อไปดูเค้าตักบาตรข้าวเหนียวกัน แล้วก็เตรียมตัวกับสู่เวียงจันทร์อีก เห่อนั่งรถอีกแล้ว  

แล้วจะมาต่อตอนที่ ๓ น่าจะเป็นตอนจบละ

 

 

 

 

edit @ 17 Nov 2008 15:01:16 by BeeGet

     เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเยื่อนเมืองลาวมา เพื่อร่วมงานแต่งงานที่เวียงจันทร์ แต่ไหนๆก็ไปลาวทั้งทีแบ้วจะไม่ไปเมืองมรดกโลกที่หลายๆคน(รวมทั้งเรา)อยากที่จะไปได้อย่างไร เมืองนั้นก็คือเมืองหลวงพระบางนั้นเอง

     การเดินทางเริ่มจากการนั่งรถ ป๑. ของ บขส. ซึ่งจะออกจาก บขส.ที่รังสิต(เหมือนเป็น บขส. ย่อยออกมาจากหมอชิต เค้าน่าจะสร้างเพื่อไม่ให้คนเข้าไปแออัดในเมืองมากๆ มั้ง???) เราได้ตั๋วตอนเวลา ๓ ทุ่มกว่าๆ แต่เป็นเวลาที่รถออกจากหมอชิตมานะ กว่าจะมาถึงรังสิตก็ประมาณ ๔ ทุ่ม ก็นั่งรอกันไป ดูรถคันนั้นคันนี้ก็เพลินดีเหมือนกัน

     ลืมบอกไปว่าเราจะเดินทางกันด้วยรถ บขส. สาย กรุงเทพฯ-หนองคาย ครับ

     รถของเรามาถึงรังสิตประมาณ ๔ ทุ่ม ๑๕ นาที แล้วเราก็ออกเดินทางกัน โชคดีหน่อยที่เรามาจองตั๋วล่วงหน้าไว้เลยเลื่อกที่นั่งที่มันเอนหลังได้เยอะสุดๆ

 

     อยู่บนรถก็ถือว่าดีอีกที่เราเดินทางกลางคืน เพราะอย่างน้อยก็ได้หลับบ้าง(ถึงจะหลับๆตื่นๆตลอดทางก็เถอะ -*-) รถของ บขส. จะหยุดพักให้ผู้โดยสารกินข้าว(รอบดึก)ที่โคราช ข้าวก็มี 2 อย่าง ข้าวต้มชามน้อยๆ แล้วก็เลือกกับข้าวได้ 2 อย่าง อีกอย่างก็ก๋วยเตี๋ยว ที่มีแค่เส้น ลูกชิ้น และถั่วงอก โดยเอาตั๋วรถไปแลกเอาครับ หลังจากทานเสร็จเข้าห้องน้ำเรียบร้อยก็ออกเดินทางสู่หนองคายต่อ เราก็ถึงหนองคายประมาณ ๖ โมงครึ่งได้

     รถจะเข้าไปจอดที่ บขส.หนองคายซึ่งที่นั้นจะมีรถที่วิ่งระหว่างประเทศ เป็นรถของ บขส.อีกนั้นแหละ สาย หนองคาย-เวียงจันทร์ สำหรับคนที่มีพาสปอร์ดแล้วก็ยื่นแล้วซื้อตั๋วได้เลย แต่คนที่ไม่มีต้องไปทำบัตรผ่านแดนที่ศูนย์ราชการก็อยู่ใกล้ๆ บขส.นั้นแหละ เดินไปก็ได้

 

รถ บขส. สาย หนองคาย-เวียงจันทร์

 

     เราไปถึงบขส.หนองคายช้าไปหน่อย ตั๋็วนั่งของรถ  หนองคาย-เวียงจันทร์ ก็เต็มเราจึงเลือกที่จะยืนไปจนถึง แต่ก็ไม่นานนะแป๋บเดียวเอง

     นั่งรถ(ไม่ใช่สิ ยืนรถ)ไปสักพักก็จะถึงด่านตม.ไทยก็เขียนๆใบอะไรไม่รู้ ใบเข้าออกเมืองเข้าเมืองมั้ง เขียนไม่เป็นก็ลอกๆคนแถวๆนั้นเอาครับ เขียนเสร็จก็เอาไปยื่นพร้องพาสปอร์ด ที่ ตม. ไทยก็เรียบร้อยดีครับ แล้วเสร็จก็ไปขึ้นรถคันเดิมที่จอดรอเราอยู่ จากนั้นก็นั่งรถข้ามสะพาน มิตรภาพไทยแล้วข้ามโขงไปสู่ประเทศลาว

 

บรรยากาศบนรถ  หนองคาย-เวียงจันทร์ และแม่น้ำโขง

 

    พอข้ามสะพานมาก็จะถึง ด่าน ตม. ของลาว ที่บอกว่าที่ ตม. ไทยก็เรียบร้อยดีอยู่แต่พอมาถึงลาวปุ๋บความวุ่นวายเริ่มมาเยือน พอเขียนใบเข้าเมือง(มั้ง??) เสร็จก็ต้องไปเข้าแถวเพื่อไปยังช่องตรวจเอกสาร ทีนี้แหละน่าเกียจสุดๆ แทรงคิวกัน เบียดกัน อะไรก็ไม่รู้ไม่มีความเป็นระเบียบ ที่ตรวจมี 2 ช่องแต่แถว ดันมี 3 แถว ดีนะที่เราอยู่แถวถูกแล้วพอถึงหน้าตู้เราก็เลยกันๆไอ้คนที่มามั่วแถวออกไปคนที่แถวที่ถูกจะได้ไปต่อได้ พอเสร็จก็มาเสียค่าเข้าเมือง 10 บาทมั้งถ้าจำไม่ผิด (เก็บทำไม่ก็ไม่รู้ ไทยยังไม่เสียเลย)

 


ข้ามมาฝั่งลาวแล้ว

 

     ที่นี้ก็เข้าลาวมาเต็มตัวละ พอดีที่ด่านมีคนบนรถลงด้วยเลยทำให้มีที่ว่างเราเลยได้นั่ง จากนั้นก็นั่งรถไปอีกสักพักก็จะถึงท่ารถที่ตลาดเช้า ที่นี้ไม่มีรถบัสไปหลวงพระบางนะ มีแต่รถตู้ที่จะไป ถามราคารถตู้มันจะตกคนละ ๑,๕๐๐ บาท เราเลยไม่ไป เลือกเดินทางโดยรถบัสดีกว่า เราจึงนั่งรถจัมโบ้ (รถสามล้อ)ไปยังขนส่งสายเหนือ เพื่อหารถบัสไป หลวงพระบาง

 

 

บนรถจัมโบ้

*** ค่ารถจัมโบ้ ก็ลองต่อๆราคาเค้าดูนะ ถ้ามันแพงไปเราก็ไม่เอา ทำเป็นเดินหนีเลย(แถวนั้นรถเยอะอยู่หาใหม่ก็ได้) เดี๋ยวเค้าก็มาตามง้อเราเอง แล้วเราก็จะได้ราคาถูกลง

     พอมาถึง ขนส่งสายเหนือ ก็จะมีรถไปลาวทางเหนือหลายสายอยู่เหมือนกัน รวมทั้งรถไปหลวงพระบางด้วย โดยรถที่ไปหลวงพระบางจะมี 2 ประเภท คือ รถธรรมดา และ รถ VIP ซึ่งราคาต่างกันไม่มาก แต่บริการต่างกันมากๆเลยทีเดียว

     แต่เมื่อเราไปถึงรถ VIP มีอีกครั้งก็ช่วงเย็นๆเลย ถ้ารอก็คงเดินทางถึงหลวงพระบางตอนเช้าอีกวัน เราเลยไม่ไป จึงต้องจำใจเลือกนั่งรถธรรมดาแทน ตอนนั้นรถออก ๑๑ โมงเช้า แล้วเราก็ถามเค้าว่าถึงกี่โมง เค้าตอบว่า ๑๐ โมงหรือ ๔ ทุ่มนั้นเอง (แต่จริงๆแล้วถึง เที่ยงคืนพอดี -*-) เราเลยไปหาเฝอ(ก๋วยเตี๋ยวลาว)กิน แล้วก็ไปแลกเงินกีปมาด้วย พอดีไปแลกตามร้านค้ามาเลยแลกมาไม่เยอะ จากนั้นเราก็เริ่มออกเดินทาง

 

บรรยากาศบนรถไปหลวงพระบาง,ที่ขายปี๋(ตั๋ว),รถที่นั่งไป และบรรยากาศเด็กนร.กำลังกลับบ้าน

 

     บรรยากาศบนรถก็ไม่ค่อยมีคน เพราะเค้าจะจอดรับคนไปเรื่อยๆตลอดทาง รถธรรมดาเป็นรถแอร์ แรกๆก็เปิดอยู่หรอก แต่รถวิ่งไปสักพักก็ปิดแล้วก็ต้องเปิดหน้าต่างแทน 555 แล้วก็นั่งๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วก็นั่ง ไม่มีอะไรทำ ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อบ้างแต่ทางตั้งแต่เลยวังเวียงไปจะเป็นทางขึ้นเขาลงเขาอย่างเดียวเลยคนที่เมารถคงได้ออกแตก เอ้ย!!! อาเจียนกันไปหมดใส้หมดพุงแน่ๆ

 

บรรยากาศระหว่าทางไปหลวงพระบาง

 

      บรรยากาศด้านนอกรถสวยมากๆ ป่าเข้ามีชาวบ้านตั้งบ้านอยู่เป็นหย่อมๆ ตลอดทางที่เราเดินทาง ถ้าไปรถตัวเองคงต้องจอดถ่ายรูปแน่ๆ

 
ผู้ชายยิงกระต่ายกันเป็นแถว

      ระหว่างทางก็มีการแวะให้ฉิ่งฉ่อง ตามพง ตามป่า สำหรับผู้ชายก็ไม่เท่าไหร่ ยิงกระต่ายกันสบาย แต่ผู้หญิงนี้ลำบากหน่อย ต้องรอให้เข้าหมู่บ้านแล้วจึงไปเสียเงินเข้าห้องน้ำ ซึ่งค่าเข้าห้องน้ำ ก็ประมาณ๑,๐๐๐ กีป ประมาณ ๔ บาทไทยนี้เอง


ห้องน้ำตามหมู่บ้านที่รถผ่าน เสียค่าเข้า ๑,๐๐๐ กีป

      หลังจากมาได้เกือบจะครึ่งทางก็จะแวะให้พักทานอาหารที่ร้าน ปามมี้(Pamy) โดยเราก็ต้องไปซื้อกินเองนั้นแหละ  พอกินเสร็จก็เดินทางกันต่อไป


ร้านปามมี้ สนับสนุนโดยเบียลาว เหอๆๆ 

       แล้วก็นั่งๆนอนๆไปเรื่อยๆ ในใจก็นึก เมื่อไหร่จะถึงเนี้ย เวียนหัวแล้ว จะอวกแล้ว เหนื่อยแล้ว อยากนอนสบายๆแล้ว ฯลฯ แล้วแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง รถจอดที่ บขส.หลวงพระบางเวลา เกือบๆเที่ยงคืนพอดี บรรยากาศกำลังเงียบสงบเลยพอลงจากรถก็จะมีจัมโบ้เข้ามาถามอีกแหละว่าจะไปไหน เราก็เลยให้จัมโบ้ไปส่งแถวไปรษณีย์(อย่าลืมต่อลองราคารถด้วยละ) จากนั้นก็เดินหาที่พักเอาแถวนั้นเยอะอยู่ แต่ต้องเรียกเค้าหน่อยเพราะหลับแล้ว

 

 

เฮือนพักเลวะดี

     และแล้วเราก็ได้ที่พักที่ เฮือนพักเลวะดี ก็ราคาคืนละ ๑๐๐,๐๐๐ กีป หรือประมาณ ๔๐๐ บาทไทย ในห้องก็มีแอร์ น้ำอุ่ม เตียงนุ่มๆนอนสบาย พออาบน้ำเสร็จก็หลับแบบไม่ลืมหูลืมตา(ถ้าลืมหูลืมตาแล้วมันจะหลับได้ไงใช่มะ 555)หลับเก็บแรงไว้เที่ยวพรุ่งนี้ดีกว่า

     จบแล้วตอน ๑ เดี๋ยวว่างๆมาต่อตอน ๒ และตอนอื่นๆต่อไปนะ

edit @ 7 Nov 2008 10:37:14 by BeeGet

edit @ 7 Nov 2008 11:37:30 by BeeGet

      ในเมนูนี้ BeeGet YouGet จะเสนอวิธีการทำ Web 2.0 Badgessssssssss มีหลาย s เพราะมีหลายแบบ เหอๆๆ มาเริ่มดูเครื่องปรุงกันเลยดีกว่า

เครื่องปรุง :        
Computer 1 เครื่อง
  Keyboard 1 อัน
  Mouse 1 อัน
  Adobe Photoshop (เวอร์ชันอะไรก็ได้)     1 โปรแกรม
  Custom Shape Tool พอประมาณ
  Text Tool พอประมาณ
  Pen Tool พอประมาณ
  Gradient Tool พอประมาณ

หลายคนอาจจะเคยได้ยินกันมาแล้วบ้างนะว่า Web 2.0 คืออะไร???? แต่บอกหน่อยนึงก็ได้เผื่อใครไม่คุ้นหู Web 2.0 มันก็ไม่ใช่อะไรอื่นไกลหรอก มันก็คืออินเตอร์เน็ต (Internet) ที่เราใช้ๆกันอยู่ทุกวันนี้นี้แหละ อ่าว….แล้วจะไปเรียกให้มันแปลกออกไปทำไมละ??? เหอๆๆ ที่เค้าเรียกให้มันต่างออกไปก็เพราะว่า Web 2.0 นั้นนะมันก็ถือว่าเป็นยุคยุคหนึ่งของอินเตอร์เน็ต ที่มีการนำเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ มีแนวคิดใหม่ๆของการใช้งานเว็บไซต์มากขึ้น เช่นเรื่องของ Social Network เรื่องของการสร้างเนื้อหาโดยผู้ใช้งาน ไม่ใช่โดยเว็บมาสเตอร์ อะไรประมานนี้แหละ ใครงงอยู่ ก็ถามพี่ กุ๋กเกิล ดูก็ได้นะ search คำว่า Web 2.0 เดี๋ยวพี่เค้าบอกข้อมูลออกมาเต็มเลยแหละ แต่อีกไม่นาน concept เรื่อง Web 2.0 อาจจะลดลงแล้วละ เพราะตอนนี้ Web 3.0 มาแว้วววววว ก็สำหรับใครที่สนใจในเรื่องของเทคโนโลยีของเว็บไซต์ ของอินเตอร์เน็ต ก็ไม่ควรลาดนะ เดี๋ยวตกยุคแย่ อิอิ

ต่อไป…..แล้วเจ้า B a d g e มันคืออะไร อันนี้ไม่อยาก ดูรูปเอาเลย

 

มันก็คือไอ้เข็วกลัดที่ติดอยู่กะเสื้ออะไรประมานพวกๆนี้แหละครับ แล้วจะเาอไปติดกับเว็บไซต์เพื่ออะไรละ ไอ้เจ้า Badge เนี้ย???? ก็จุดประสงค์หลักของมันก็เพื่อให้เป็นจุดเด่นของหน้าเว็เพจนั้นๆไงละ ซึ่งที่เห็นกันส่วนใหญ่ มักจะเจอคำว่า Free หรือ New หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เค้าอยากจะให้มันเด่น มาดูตัวอย่างจากเว็บต่างๆกันเลยดีกว่า

form : web20badges.com

บางทีเค้าก็เรียก Badge ที่เป็นแฉกๆว่า Star flashes ก็มีนะ แต่มันก็คืออันเดียวกันนั้นแหละ เอาละเกรินมาซะนาน เข้าเรื่องเลยดีกว่า ก็วิธีการทำ มีอยู่ 2 แบบ คือ ทำเอง หรือไม่ก็ไปใช้งานเว็บไซต์ที่เค้ามีบริการทำให้( นะอิอิ)

เริ่มแบบแรกกันเลย คือทำเอง ด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop แล้วกันนะ โดยเราจะทำให้ออกมาเป็นแบบนี้เน้อ

*** ก่อนอ่านบอกก่อน ไอ้ที่ฆ่าทิ้งไว้นะ ไม่ต้องอ่านก็ได้ เพราะจะพร่ามไปเรื่อยๆ หรือถ้าใครมีเวลาอยากอ่านก็ได้นะ เหอๆๆ

ขั้นที่ 1

เริ่มจากการเลือกเครื่องมือ Custom Shape Tool จากนั้นไปดูเมนูข้างบนแล้วก็เลือกรูปแบบที่เป็นดอกไม้ (หรือใครอยากจะทำแบบอื่นก็ได้)


รูปประกอบขั้นที่ 1

ขั้นที่ 2

ก็วาดลงไปในพื้นที่เลย (กด Shift ที่คีบอร์ดไว้ด้วนนะ เพื่อให้มันได้รูปทรงที่สมส่วน)


รูปประกอบขั้นที่ 2

ขั้นที่ 3

จากนั้นก็ไปที่ Palet Layes จากนั้นก็สร้าง Layer ขึ้นมาใหม่อีก 1 อัน

รูปประกอบขั้นที่ 3

ขั้นที่ 4

เมื่อสร้าง layer เสร็จ ก็ให้กลับไปเลือก เครื่องมือที่ชื่อว่า Path Selection Tool และก็คลิกขวาบนพื้นที่ทำงานเลย

จากนั้นก็เลือก Make Selection… ตามรูปเลย (เพื่อเป็นการเปลี่ยนเส้น Path เป็น Selection นั้นเอง)


รูปประกอบขั้นที่ 4

ขั้นที่ 5

แล้วมันจะมีหน้าต่างขึ้นมา จากนั้นเราก็ โอเชนะค่ะ ไปเลย เหอๆๆ (โดยหน้าต่างนี้เป็นการกำหนดค่าความฟุ้งให้กับ Selection ที่กำลังจะเกิดนั้นเอง โดยถ้าใช้ก็แก้จากเลข 0 ที่เห็น เป็นเลขอื่นๆนะ เลขยิ่งมาก ก็ยิ่งฟุ้งเยอะ แต่ไม่รู้ถ้าใส่เลขติดลบได้หรือป่าว เเต่ไม่น่ามีผลอะไร เพราะไม่ฟุ่งก็คือ 0 )


รูปประกอบขั้นที่ 5

ขั้นที่ 6

จากนั้นก็ไปเลือกเครื่องมือ Gradient Tool ขึ้นมา แล้วก็ตั้งค่าสี ตามรูปเรื่อยๆเลย (อาจจะใช้สื่ออื่นก็ได้นะ แต่น่าจะเป็นสีเดียวกันทั้งคู่ แต่ให้เข้มและอ่อนต่างกัน หรือใครจะลองแหกคอกเลยก็ได้ Art ดี เหอๆๆ)


รูปประกอบขั้นที่ 6

ขั้นที่ 7

จากนั้นก็ทำการลาก จากกลาง Selection แล้วไล่ออกมาจนถึงขอบ ถ้ายังไม่แจ่ม ก็ลองลากใหม่ จนพอใจ


รูปประกอบขั้นที่ 7

ขั้นที่ 8

จากนั้นก็ไปที่ Palet Layes จากนั้นก็สร้าง Layer ขึ้นมาใหม่อีก 1 อัน โดย Layer นี้เราจะเอาไว้สร้างเงากัน ตามรูปเลย


รูปประกอบขั้นที่ 8

ขั้นที่ 9

จากนั้นเราก็ไปเลือกเครื่องมือ Pen Tool มา แล้วก็วาดมันออกมาให้เป็นส่วนเงาตามแบที่เราต้องการเลย (ถ้าเราไม่ใช้ Pen Tool เราใช้ Marquee Tool ที่เป็นแบบวงกลมสร้าง วงกลมขึ้นมาก็ได้ แล้วก็จัดตำแหน่งให้เข้าท่าเข้าทางเลย)


รูปประกอบขั้นที่ 9-1

ไปเลือก เครื่องมือที่ชื่อว่า Path Selection Tool และก็คลิกขวาบนพื้นที่ทำงานเลย จากนั้นก็เลือก Make Selection… ตามรูปเลย (เพื่อเป็นการเปลี่ยนเส้น Path เป็น Selection นั้นเอง อันนี้เหมือนขั้นที่ 4 เลยนะเนี้ย)


รูปประกอบขั้นที่ 9-2

ขั้นที่ 10

เมื่อได้ Selection แล้วจากนั้นก็ไปเทสีลงไป ควรจะเป็นสีเดียวกันกับสีพื้นนะ แต่ให้มีความเข้าที่มากกว่า (หรือใครอยากแหวกแนวก็อีกนั้นแหละ ตามใจเลย)


รูปประกอบขั้นที่ 10

ขั้นที่ 11

จากนั้นก็ไปที่ Palet Layes แล้วก็ทำการเปลี่ยนค่า Transparent (พิมพ์ถูกป่าวหว่า) เป็นLinear Burn หรืออย่างอื่น ตามแต่ว่าเราชอบ แต่ให้ทำแล้วออกมาประมานภาพนะ เพื่อให้มันดูเหมือนเป็นเงา


รูปประกอบขั้นที่ 11

จากนั้นก็เรียก selection ของภาพดอกไม้ที่เราสร้างไว้ขึ้นมา โดยการไปที่ layer นั้น แล้วให้กด Ctrl ค้างไว้ พร้อมทั้งคลิกลงไปที่รูป ดอกไม้ บน Layerใน Palet Layers นั้นเลย (เอาลองดู….นั้นแหละ เหอๆๆ รู้นะว่างง)เหมือนรูปเลย


รูปประกอบขั้นที่ 11-2

จากนั้นก็ทำการ Invert Selection แล้วก็ลบส่วนเงา ที่เลยๆออกมานอกดอกไม้ออก

ขั้นที่ 12

เมื่อเราได้เงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ทำการลดค่า Opacity ของเงาลงให้เหมือนเงายิ่งขึ้น ตามรูปเลย (ลดมากลดน้อยเท่าไหร่ก็ตามแต่ใจชอบเลย)


รูปประกอบขั้นที่ 12-1

จากนั้นก็ไปใส่เส้นขอบให้ดอกไม้ของเราหน่อย เพื่อให้เด่นชัดยิ่งขั้น โดยการไปเลือกที่ layer ของดอกไม้ก่อน จากนั้นก็ไป กดที่ปุ่ม Add Layer Style ปุ่มที่เป็นรูปตัว f อยู่ในวงกลมดำนั้นแหละครับ (ตามรูป) แล้วก็เลือก Stroke… เลย


รูปประกอบขั้นที่ 12-2

จากนั้นจะมีหน้าต่างเด้งขึ้นมา แล้วก็กำหนดสีของเส้นของ ขนาด ตามต้องการครับ แล้วก็กด OK เลย


รูปประกอบขั้นที่ 12-3

ขั้นที่ 13

แล้วหลังจากนั้นเราก็นำ Text Tool มาทำการพิมพ์อักษรตามต้องการลงไปได้เลย เป็นอันเสร็จ การทำ Web 2.0 Badges แล้วจ้า เหอๆๆ


รูปประกอบขั้นที่ 13

ส่วนใครดูแล้วจะเอาไปประยุกต์ทำรูปแบบอื่นก็ได้เลยนะ เพราะมันก็มีพื้นฐาน ขั้นตอกการทำเหมือนๆกันหมด ต้องลองทำบ่อยๆนะครับ แล้วจะทำได้เร็ว และสนุกขึ้นครับ

อันนี้แถมครับ

งั้นมาต่อกันแบบที่ 2 เลยนะ คือเข้าไปใช้บริการของเว็บ web20badges.com จากนั้นก็เข้าไปเลือกรูปแบบ พิมพ์ตัวอักษร เลือกสีตามต้องการเลย ก็จะได้แบบง่ายๆ สวยงามมาใช้แล้วครับ

จบแล้วครับ…อิอิ

" ตอนนี้ BeeGet แล้ว YouGet หรือยังครับ แล้วเจอกันในเมนูต่อไปนะครับ "